วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

1.ข้อมูล(data)หมายถึงอะไร?
 ข้อมูล (Data)   หมายถึง   ข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ เช่น คน สัตว์ สิ่งของสถานที่ 
 ฯลฯ โดยอยู่ในรูปแบบที่ เหมาะสมต่อการสื่อสาร การแปลความหมายและการประมวลผล    ซึ่งข้อมูลอาจจะ
 ได้มาจากการสังเกต การรวบรวม การวัด ข้อมูลเป็นได้ทั้งข้อมูลตัวเลขหรือสัญญลักษณ์ใด ๆ ที่สำคัญจะ
 ต้องมีความเป็นจริงและต่อเนื่องตัวอย่างของข้อมูล เช่น คะแนนสอบ ชือนักเรียน  เพศ  อายุ เป็นต้น 

 ที่มา http://blog.eduzones.com/jipatar/85845


2.สารสนเทศ(infromation)หมายถึงอะไร?
  สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลที่ได้ผ่านกระบวนการประมวลผลแล้ว อาจใช้วิธีง่าย ๆ 
 เช่น หาค่าเฉลี่ยหรือใช้เทคนิคขั้นสูง เช่น การวิจัยดำเนินงาน  เป็นต้น  เพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพข้อมูลทั่วไป
 ห้อยู่ในรูปแบบที่มีความสัมพันธ์หรือมีความเกี่ยวข้องกัน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจหตือตอบ
 ปัญหาต่าง ๆ ได้ สารสนเทศประกอบด้วยข้อมูลเอกสาร เสียง หรือรูปภาพต่าง ๆ 

ที่มาhttp://blog.eduzones.com/jipatar/85845


3.การประมวล(processing)หมายถึงอะไร?

การประมวลผล( Processing) เป็นการประมวลผลทางข้อมูลเป็นการนำข้อมูล ที่เก็บรวบรวมได้มาผ่านกระบวนการต่าง ๆ เพื่อแปรสภาพข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่ต้องการ เรียกว่า ข้อมูลสนเทศหรือสารสนเทศ (Information)
ที่มาhttp://www.bs.ac.th/2548/e_bs/g7/raim/in4page1.html





4.ข้อมูลมีกี่ประเภท อะไรบ้าง จงอธิบาย?
2 ประเภทคือ
ข้อมูลปฐมภูมิ หมายถึง ข้อมูลที่ได้จากการเก็บรวบรวมหรือบันทึกจากแหล่งข้อมูลโดยตรง ซึ่งอาจจะได้จากการสอบถาม การสัมภาษณ์ การสำรวจ การจดบันทึก ตลอดจนการจัดหามาด้วยเครื่องจักรอันโนมัติต่าง ๆ ที่ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลให้ เช่น เครื่องอ่านรหัสแท่ง เครื่องอ่านแถบแม่เหล็ก ข้อมูลปฐมภูมิจึงเป็นข้อมูลพื้นฐานที่ได้มาจากจุดกำเนิดของข้อมูลนั้น ๆ 

ข้อมูลทุติยภูมิ หมายถึงข้อมูลที่มีผู้อื่นรวบรวมไว้ให้แล้ว บางครั้งอาจจะมีการประมวลผลเพื่อเป็นสารสนเทศ ผู้ใช้จึงไม่จำเป็น ต้องไปสำรวจเอง คังตัวอย่าง ข้อมูลสถิติต่าง ๆ ที่หน่วยงานรัฐบาลทำไว้แล้ว เช่น สถิติจำนวนประชากรแต่ละจังหวัด สถิติการส่งสินค้าออก สถิติการนำสินค้าเข้า ข้อมูลเหล่านี้มีการตีพิมพ์เผยแพร่ เพื่อให้ใช้งานได้ หรือนำเอาไปประมวลผลต่อ
ที่มาhttp://guru.google.co.th/guru/thread?tid=53dc7e7baf20e8cf


5.วีธีการประมวลผลข้อมูลโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ มีกี่วิธี อะไรบ้าง จงอธิบาย?



 วิธีการประมวลผลข้อมูลของคอมพิวเตอร์ สามารถแบ่งได้ 7 ประเภท ดังนี้ คือ
          1. วิธีการประมวลผลแบบออฟไลน์  (Off-line Processing)  หมายถึง การประมวลที่มีการทำงานในลักษณะการเตรียมการ  เพื่ออำนวยความสะดวกในการประมวลผลโดยใช้อุปกรณ์อินพุตและอุปกรณ์เอาต์พุต ทำการบันทึกโปรแกรมคำสั่งและข้อมูลลงบนอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล แล้วนำข้อมูลนั้นส่งเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อทำการประมวลผลต่อไป
         2. วิธีการประมวลผลแบบออนไลน์ ( On-line Processing ) หมายถึง  การประมวลผลที่ใช้ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์การจัดเก็บข้อมูลที่อยู่ห่างกันแต่สามารถติต่อโดยตรงกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ วิธีการประมวลผลลักษณะนี้ เมื่อทำการประมวลผลเสร็จแล้ว จะเห็นผลลัพธ์ทันที ตัวอย่างเช่น ระบบการบริการฝาก-ถอนเงินผ่านเครื่องเอทีเอ็มของธนาคารต่าง ๆ
          3. วิธีการประมวลผลแบบกลุ่ม ( Batch  Processing) หมายถึง  การประมวลผลโดยการจัดรวบรวมข้อมูล และแบ่งแยกข้อมูลออกเป็นกลุ่ม ๆ แล้วจึงส่งเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อทำการประมวลผลครั้งเดียว   ซึ่งขั้นตอนการประมวลผล  จะไม่มีการโต้ตอบกันระหว่างผู้ใช้งานกับเครื่อง
คอมพิวเตอร์

ตัวอย่างเช่น ระบบลงทะเบียนของนักเรียน

  1. นักเรียนทุกคนทำการกรอกแบบฟอร์มการลงทะเบียน
  2. ฝ่ายทะเบียน ทำการรวบรวมการลงทะเบียน
  3. ป้อนข้อมูลจากใบลงทะเบียนทั้งหมด เก็บไว้ในแผ่นดิสเก็ต
  4. ทำการประมวลผลข้อมูลโดยใช้แผ่นดิสเก็ต
  5. จัดทำรายงานต่าง ๆ เพื่อส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
           4. วิธีการประมวลผลแบบแบ่งเวลา (Time Sharing Processing) หมายถึงการประมวลผลที่ผู้ใช้สามารถติดต่อใช้งานคอมพิวเตอร์พร้อม ๆ กันได้หลายคน (Multi-user)
ลักษณะการทำงานแบบนี้คอมพิวเตอร์   จะมีหน่วยประมวลผลกลางเพียงตัวเดียวสามารถทำงานในเวลาหนึ่ง ๆ ได้ 1 งานเท่านั้น แต่ใช้เทคนิคการแบ่งเวลาให้ผู้ใช้แต่ละคนหมุนเวียนกันไปอย่างต่อเนื่อง เช่น แบ่งเวลาให้คนละ 0.05 วินาที ซึ่งเร็วมาก ทำให้ผู้ใช้แต่ละคนรู้สึกเหมือนทำงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่เสียเวลารอคอย
           5. วิธีการประมวลผลแบบเวลาจริง  ( Real Time Processing )  หมายถึง การประมวลผลที่เมื่อทำการส่งข้อมูลเข้าไปในคอมพิวเตอร์แล้วจะได้ผลลัพธ์ออกมาทันที ตัวอย่างเช่น การใช้บริการบัตรเครดิตตามห้างร้านต่าง ๆ
           6. วิธีการมวลผลแบบหลายโปรแกรมหรือมัลติโปรแกรมมิง  ( Multiprogramming )หมายถึง  การประมวลผลที่ให้ผู้ใช้หลาย ๆ คนสามารถทำงานพร้อมกันได้ โดยการแบ่งความจำสำรองออกเป็นส่วน ๆ เรียกว่า Partition โดยที่งานของผู้ใช้แต่ละงาน จะใช้หน่วยความจำส่วน Partition ที่กำหนดเท่านั้น ซึ่งขนาดของ Partition ที่กำหนดให้เท่านั้น ซึ่งขนาดของ Partition ไม่จำเป็นต้องเท่ากันหลักการทำงานของวิธี การประมวลผลแบบหลายโปรแกรม   เนื่องจากหน่วยประมวลผลกลางมีความเร็วในการทำงานมากกว่าหน่วยรับข้อมูล  และหน่วยส่งข้อมูลออก ดังนั้น   การทำงานหนึ่ง ๆ จะเกิดเวลาว่างของหน่วยประมวลผลกลาง ระหว่างรอรับข้อมูลเข้าหรือรอข้อมูลออกดังนั้น การคิดระบบให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานหมุนเวียนหลาย ๆ  งาน โดยใช้ช่วงเวลาว่างของหน่วยประมวลผลกลาง ขณะที่ทำงานใดรอข้อมูลเข้าหรือรอการส่งข้อมูลออกการทำงานลักษณะงานลักษณะนี้ เรียกว่า การทำงานแบบหลายโปรแกรม
          7. วิธีการประมวลผลแบบมัลติโพรเซสซิง (Multiprocessing) หมายถึง การประมวลที่ใช้หน่วยประมวลผลหลาย ๆ ตัว ทำงานร่วมกันพร้อม ๆ กัน เพราะงานทุกอย่างต้องการความเร็วเป็นพิเศษในการประมวลผล ทำได้โดยการติดตั้งหน่วยประมวลผลกลางเพิ่มเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์หากหน่วยประมวลผลกลางใดเสีย ระบบก็ยังสามารถทำงานต่อไปได้ระบบการประมวลผลข้อมูลแบบกระจาย (Distributed Data Processing)

ที่มา http://61.19.212.45/~weerasak/StudentProject/Sudarut2553/htdoc/7-5.html






6.สารสนเทศที่ดีมีลักษณะอย่างไร?

  1. มิติด้านเวลา (Time) กล่าวคือ สารสนเทศที่ดีจะต้อง สามารถหาได้ทันเวลาที่ต้องการใช้ข้อมูล (Timeliness) สารสนเทศนั้นต้องได้รับการปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ (Up-to-date) และเป็นข้อมูลที่มีระยะเวลา (Time Period) กล่าวคือ มีการประมวลข้อมูลตั้งแต่ในอดีต จนถึงปัจจุบัน เพื่อใช้ในการพยากรณ์อนาคต
  2. มิติด้านเนื้อหา (Content) กล่าวคือ เนื้อหาของสารสนเทศนั้นจะต้องมีความถูกต้องเที่ยงตรง (Accuracy) สอดคล้องกับเรื่องที่ผู้ใช้งานต้องการ (Relevance) มีความสมบูรณ์ครอบคลุมรายละเอียดที่สำคัญทุกเรื่อง (Completeness) กระบวนการและแหล่งที่มาของข้อมูลมีความเชื่อถือได้ (Reliability) และสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ (Verifiability)
  3. มิติด้านรูปแบบ (Format) กล่าวคือ สารสนเทศควรมีความชัดเจนง่ายต่อการทำความเข้าใจ (Clarity) มีระดับของการนำเสนอรายละเอียด (Level of detail) ที่เหมาะสมกับผู้ใช้งาน มีรูปแบบการนำเสนอที่เหมาะสม (Presentation) เลือกใช้สื่อในการนำเสนอที่เหมาะสม (Media) สารสนเทศมีความยืดหยุ่น (Flexibility) ช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับใช้เพื่อสนองความต้องการได้หลายแบบ และเป็นสารสนเทศที่สร้างขึ้นมาโดยใช้ต้นทุนไม่สูงจนเกินไป (Economy) ประโยชน์ที่ได้รับมีความคุ้มค่าต่อการลงทุนที่ใช้ไป
  4. มิติด้านกระบวนการ (Process) กล่าวคือ ผู้ที่ต้องการสารสนเทศนั้นต้องสามารถเข้าถึงสารสนเทศได้ง่าย (Accessibility) กระบวนการในการสร้างสารสนเทศเกิดจากการมีส่วนร่วมของบุคคลหรือกลุ่มต่างๆ ในองค์การ (Participation) และฐานข้อมูลต่างๆ ควรจะมีการเชื่อมโยงถึงกัน (Connectivity) อีกด้วย

        ที่มาhttps://sites.google.com/site/gaiusjustthink/nidampa/pa701/part3/sarsnthesthidikhwrmilaksnaxyangri




  7.ขั้นตอนของการจัดการสารสนเทศมีอะไรบ้าง จงอธิบาย?

 การเก็บรวบรวมข้อมูล
สมมตินักเรียนต้องการเก็บรวบรวมข้อมูลพื้นฐานเรื่องอาชีพของคนในหมู่บ้านนักเรียนอาจเริ่มต้นด้วยการออกแบบสอบถามสำหรับ การไปสำรวจข้อมูลเพื่อให้ครอบครัวต่างๆในหมู่บ้านกรอกข้อมูลมีการส่งแบบสอบถามไปยังผู้กรอกข้อมูลเพื่อทำการกรอกรายละเอียด มีการเก็บรวมรวมข้อมูลมีเทคนิคและวิธีการหลายอย่างเช่นการใช้เครื่องจักรช่วยเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการตรวจจากรหัสแท่งหรืออ่าน ข้อมูลที่ใช้ดินสอระบายตำแหน่ง ที่กรอกข้อมูล
ไอคอนของ IDevice การตรวจสอบข้อมูล
เมื่อเก็บรวบรวมข้อมูลได้แล้วจำเป็นต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล และมีการตรวจทานหรือแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง
ข้อมูลที่จัดเก็บต้องถูกต้องและเชื่อถือได้เพราะหากข้อมูลไม่น่าเชื่อถือแล้ว สารสนเทศที่ได้จากข้อมูลนั้นก็ไม่น่าเชื่อถือด้วย
[
http://st.mengrai.ac.th/users/paisan/e-learning/information/content/info6.htm]
ไอคอนของ IDevice การรวบรวมเป็นแฟ้มข้อมูล
การเก็บรวบรวมข้อมูลไว้เป็นแฟ้มข้อมูลนั้น เป็นขั้นที่สำคัญขั้นตอนหนึ่ง การไปสำรวจข้อมูลไม่ว่าในเรื่องอะไรส่วนใหญ่
จะรวบรวมข้อมูลมาหลายเรื่อง จำเป็นต้องแบ่งแยกข้อมูลออกเป็นกลุ่มเป็นเรื่องไว้เป็นแฟ้มข้อมูล เพื่อให้การดำเนินการ
ในขั้นตอนต่อไปจะได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น
[
http://st.mengrai.ac.th/users/paisan/e-learning/information/content/info6.htm]
ไอคอนของ IDevice การจัดเรียงข้อมูล
ข้อมูลที่เก็บไว้เป็นแฟ้มควรมีการจัดเรียงลำดับข้อมูล เพื่อสะดวกต่อการค้นหาหรืออ้างอิงในภายหลัง
การจัดเรียงข้อมูลเป็นวิธีการประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศวิธีหนึ่ง
[
http://st.mengrai.ac.th/users/paisan/e-learning/information/content/info6.htm ]
ไอคอนของ IDevice การคำนวณ
ข้อมูลที่จัดเก็บมีทั้งข้อมูลที่เป็นอักษร ข้อความ และตัวเลข ดังนั้นอาจมีความจำเป็นในการคำนวณจำนวนที่ได้มาจากข้อมูล เช่น หาค่าเฉลี่ย หาผลรวม
[http://st.mengrai.ac.th/users/paisan/e-learning/information/content/info6.htm]
ไอคอนของ IDevice การทำรายงาน
การสรุปทำรายงานให้ตรงกับความต้องการของการใช้งาน จะทำให้การใช้สารสนเทศมีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น เพราะการทำรายงานเป็นวิธีการที่จะจัดรูปแบบข้อมูลให้เป็นสารสนเทศตามความต้องการ
[http://st.mengrai.ac.th/users/paisan/e-learning/information/content/info6.htm]
ไอคอนของ IDevice การจัดเก็บ
ข้อมูลที่มีการสำรวจหรือรวบรวมมา และมีการประมวลผลให้เป็นสารสนเทศ จำเป็นต้องดำเนินการจัดเก็บเอาไว้
เพื่อใช้ในภายหลัง การจัดเก็บสมัยใหม่มักเปลี่ยนข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่  สามารถจัดเก็บในสื่ออิเล็กทรอนิกส์
เช่น แผ่นบันทึกหรือซีดีรอม
[
http://st.mengrai.ac.th/users/paisan/e-learning/information/content/info6.htm]
ไอคอนของ IDevice การทำสำเนา
หากต้องการใช้ข้อมูลก็สามารถคัดลอกหรือทำสำเนาขึ้นใหม่ได้ การคัดลอกข้อมูลด้วยระบบทางคอมพิวเตอร์ทำได้ง่ายและรวดเร็ว
[http://st.mengrai.ac.th/users/paisan/e-learning/information/content/info6.htm]
ไอคอนของ IDevice การแจกจ่ายและการสื่อสารข้อมูล
เมื่อต้องการแจกจ่ายข้อมูลให้ผู้อื่นใช้สามารถกระทำการแจกจ่ายได้โดยง่ายเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ทำให้จัดส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อที่ช่วยให้การเผยแพร่ทำได้ กว้างขวางมากขึ้น ขั้นตอนเหล่านี้เป็นขั้นตอนให้ได้มาซึ่งสารสนเทศ บางขั้นตอนเป็นการเก็บและตรวจสอบข้อมูลบางขั้นตอนเป็นการประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศและบางขั้นตอนเป็นวิธีการจัดเก็บ สารสนเทศเพื่อประโยชน์ของการใช้งานในภายหลัง







 8.ระบบสารสนเทศ(Information system :IS)หมายถึงอะไร?
         ระบบสารสนเทศ (Information System ) หมายถึง ระบบที่มีการนำคอมพิวเตอร์
มาช่วยในการรวบรวม จัดเก็บ หรือจัดการกับข้อมูลข่าวสารเพื่อให้ข้อมุลนั้นกลายเป็น
สารสนเทศที่ดี สามารถนำไปใช้ในการประกอบการตัดสินใจได้ในเวลาอันรวดเร็ว
และถูกต้อง 

ที่มาhttp://www.thaigoodview.com/library/teachershow/bangkok/pichai_l/it01/itsystem.htm




9.องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ5องค์ประกอบได้แก่อะไรบ้าง จงอธิบาย?



ฮาร์ดแวร์เป็นองค์ประกอบสำคัญ หมายถึง เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์รอบข้าง
       ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เป็นชุดคำสั่งที่สั่งให้ฮาร์ดแวร์ทำงาน
       ข้อมูล เป็นส่วนที่จะนำไปจัดเก็บในเครื่องคอมพิวเตอร์
       บุคลากรเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานคอมพิวเตอร์
       ขั้นตอนการปฏิบัติงาน เป็นสิ่งที่จะต้องเข้าใจเพื่อให้ทำงานได้ถูกต้องเป็นระบบ 
ที่มา http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/lopburi/napaporn_pr/com/sec03p01.html





10. สารสนเทศมีกี่ระดับ อะไรบ้าง จงอธิบาย?
สารสนเทศมี 3 ระดับ ดังนี้
1. ระดับบน เป็นสารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูงขององค์การที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับกับแผน นโยบาย พันธกิจ เป้าประสงค์ เป้าหมาย
และกลยุทธ์ขององค์การ
2. ระดับกลาง เป็นสารสนเทศสำหรับผู้จัดการ หรือผู้บริหารระดับกลางขององค์การที่มีการแปลงกลยุทธ์ ที่จะนำ ไปสู่การบรรลุเป้าหมายของ
องค์การ โดยแปลงกลยุทธ์ออกมาเป็นแนวปฏิบัติ หรือแผนปฏิบัติงาน หรือกิจกรรมต่างๆ
3. ระดับล่าง เป็นสารสนเทศของผู้ปฏิบัติงานที่มีกรรมวิธีการดำเนินงาน หรือการปฏิบัติงานตามแนวทางที่ได้ มีการกำหนด โดยผู้บริหารระดับกลาง

ที่มาhttp://bankcom.blogspot.com/2008/01/blog-post_21.html



วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เกร็ดIT

 การป้องกันโรคทางสายตาจาการใช้คอมพิวเตอร์ของเด็ก (Children and computer Vision Syndrome: cvs)
ควรปฏิบัติ ดังนี้
1.การตั้งคอมพิวเตอร์ควรมีการปรับองศาในการมอง เนื่องจากคอมพิวเตอร์ออกแบบมาเพื่อผู้ใหญ่ดังนั้นเด็กที่ร่างกายที่เล็กกว่าผู้ใหญ่ จึงควรวางให้มีมุมมองของผู้ใช้จากบนลงล่างประมาณ 15 องศา
2.การตั้งหน้าจอภาพควรมีระยะห่างระหว่างหน้าจอคอมพิวเตอร์กันดวงตาของเด็กประมาณ 18-28 นิ้ว
3.ควรปรับแสงที่หน้าจอให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน ซึ่งจอภาพสมัยใหม่จะมีการหำหนดค่าอัตโนมัติ และควรจักให้มีแสงภายในห้องไม่จ้าเกินไป
4. ควรสังเกตอาการหรือพฤติกรรมที่อาจทำให้เกิดปัญหากับดวงตาได้แก่ ตาแดง การขยี้ตาบ่อยๆ ตาพล่ามั่ว หารล้าของดวงตา และอาการคอเคล็ด ซึ่งควรปรึกษาผู้ปกครองเพื่อพาไปพบจักษุแพทย์สำหรับการตรวจสอบอาการอย่างระเอียด
ที่มา หนังสือคอมพิวเตอร์

เกร็ด IT

เทคนิคการสัมภาษณ์เพื่อเก็บข้อมูล
1.การตั้งคำถามในแบบสอบถามต้องมีความชัดเจน เข้าใจง่าย ซึ่งควรทดลองใช้แบบสอบถามก่อนนำไปใช้จริง
2.วางแผนการเดินทางและกำหนดเวลาเดินทางไปพบผู้ให้ข้อมูลล่วงหน้า
3.ผู้สัมภาษณ์ต้องแนะนำตนเองและเกริ่นความเป็ยมาของการสัมภาษณ์ให้กับผู้ให้สัมภาษณ์เข้าใจก่อนทุกครั้ง
4.อ่านคำถามอย่างชัดเจน ไม่ตะกุกตะกักแสดงอาการยอมรับ เช่น การพูดครับ/ค่ะ เพื่อนแสดงความเข้าใจต่อข้อมูลที่ได้รับทุกครั้งและต้องสอบถามเพิ่มเติม ในกรณีที่ผู้ตอบคำถามตอบไม่ชัดเจน
ที่มาหนังสือคอมพิวเตอร์

เกร็ดIT

เครื่องเอาทีเอ็มถือเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทหนึ่ง มีระบบการทำงานขั้นพื้นฐานเหมือนกับเครื่องคอมพิวเตอร์คือ มีการรับข้อมูลเข้า โดยผู้ใช้ป้อนบัตรและข้อมูลรหัสบัตรเอทีเอ็มลงไปในเครื่องเอทีเอ็มจากนั้นผู้ใช้สามารถกดเลือกคำสั่งการขอดูยอดเงิน การถอนเงิน การฝากเงิน หรือกานโอนเงินได้ตามที่ต้องการ ข้อมูลรหัสบัตรเอทีเอ็มและคำสั่งที่ถูกเลือกดังกล่าวจะถูกส่งไปประมวลผล โดยการอ่านยอดเงิน การหักยอกเงินที่ถอน การฝากเงิน หรือการโอนเงินในบัญชีธนาคาร จากนั้นเครื่องเอทัเอ็มจะแสดงผลยอดคงเหลือในบัญชีเอทีเอ็มให้ผู้ใช้ทราบ และเก็บข้อมูลดังกล่าวและยอดเงินคงเหลือไว้ในบัญชีของธนาคารตลอดไป
ที่มาหนังสือคอมพิวเตอร์

เกร็ดIT

ข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบเลขฐานสองใช้ทำงาน ทำให้เทื่อใช้เลขฐานสองยกกำลัง 10 หรือ2
จะมีค่าเท่ากับ1024 ไบต์ และเนื่องจาก 2024 มีค่า ใกล้เคียงกัน1000จึงให้ใช้คำว่ากิโล kilo นำหน้าแทน
ทีมา หนังสือคอมพิวเตอร์

เกร็ด IT

เมื่อเราต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน อาจเกิดอาการตาแห้งและสายตาล้า ดังนั้นราควรถนอมสายตาของเราเพื่อป้องกันอาการดังกล่าวได้ดังนี้
1.ควรวางจอภาพห่างจากสาตตาประมาณ1ฟุตและตั้งกับโต๊ะที่ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป
2.ปรับแสงหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้รู้สึกสบายตาอาจติดแผ่นกรองรังสร เพื่อลดการกระจายแสง
3.หยุดพักสายตาทุก 30 นาทีโดยมอวไปไกลๆหรือหลับตาประมาณ 5 นาที
4.หลังทำงานเสร็จให้หลับตา แล้วใช้น้ำเย็นชโลมดวงตาหรือหาผ้าชุปน้ำหมาดๆมาประคบดวงตาประมาณ5นาทีจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อตาและทำให้เลือดหมุนเวียนมาเลี้ยงดวงตาได้ดี
ที่มาหนังสือคอมพิวเตอร์

วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

กำเนิดคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก



ENIAC

คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกถูกพัฒนาขึ้นโดยหน่วยงานวิจัยทางทหารของกองทัพบก สหรัฐอเมริกา
ในปี ค.ศ. 1946 หรือประมาณ 66 ปีมาแล้ว

คอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่พัฒนาขึ้นมานี้มีชื่อว่า ENIAC 
( Electronic Numerical Integrator And Calculator )  มีความยาว 80 ฟุต มีน้ำหนักมากถึง 30 ตัน
ใช้หลอดสูญญากาศ 18,000 หลอด

หลังจากที่ได้เกิด ENIAC ขึ้นมา เป้าหมายการพัฒนาคอมพิวเตอร์ได้กำหนดทิศทางการพัฒนาไว้ดังนี้

1. ขนาดเล็ก Small Size มีความเร็วสูงมีความเที่ยงตรงแม่นยำในค่าคำนวณ

2. More power การทำงานของเครื่องต้องมีประสิทธิภาพสูง มีความเสถียร การประมวลผลต้องรวดเร็ว และหน่วยความจำต้องมีมากขึ้น

3. Less Expense  ต้องมีราคาถูก และต้องถูกลงไปเรื่อยตามขนาดที่จะต้องเล็กลง

ENIAC เป็นคอมต้นแบบและเป็นยุคแรกของคอมพิวเตอร์ ใช้ หลอดสูญญากาศ 



หลอดสูญญากาศ

ในยุคที่ 2 คอมพิวเตอร์ถูกเปลี่ยนจากหลอดสญญากาศที่มีขนาดใหญ่ มาเป็น ทรานซิสเตอร์ ที่เป็นอุปกรณ์ อิเลคทรอนิคส์ขนาดเล็ก เป็นสารกึ่งตัวนำ เซมิคอนดักเตอร์ 


เพาเวอร์ทรานซิสเตอร์ ( เป็นทรานซิสเตอร์ขยายกำลัง ) ย่อด้วย TR.



คอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็น 4 ประเภท

1. ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ (  Supercomputers) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ มีความเร็วสูง มีหน่วยการประมวลผลสูงสุด หน่วยการจัดเก็บข้อมูลสูงสุด ใช้สำหรับ หน่วยงานทางทหาร หน่วยงานทางวิจัย ต่างๆ และการพยากรณ์อากาศ การออกแบบเครื่องบินเป็นต้น

2. เมนเฟรม คอมพิวเตอร์  ( Mainframe computers ) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพรองลงมาจากซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ ใช้ในหน่วยงาน หรือองค์กรขนาดใหญ่  เช่น สายการบิน ธนาคาร บริษัทประกันภัย     มหาวิทยาลัย เป็นต้น 

3. มินิคอมพิวเตอร์ (Mini Computers ) เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กและประสิทธิภาพรองลงมาจาก เมนเฟรม อีกที นำมาใช้ใน บริษัทขนาดกลาง ใช้ในระบบบัญชี หรือบางที อาจนำไปใช้ร่วมกับเมนเฟรมก็ได้

4. ไมโครคอมพิวเตอร์ (  Micro computers )  เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล้ก ส่วนบุคคล หรือ พีซี คอมพิวเตอร์ ( Personal Computers ) PC.  เป็นคอมพิวเตอรตั้งโต๊ะ หรือเป็นแบบพกพา เคลื่อนย้ายได้สะดวก



ฮาร์ดไดร์ตัวแรกของโลก



IC. ไอซีไมโครโปรเซสเซอร์ เป็นหน่วยประมวลผลกลางของคอมพิวเตอร์สมัยใหม่








ที่มาhttp://www.oknation.net/blog/pohthai/2012/04/13/entry-2